Thursday, 4 June 2026
รัชกาลที่ 7

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 วันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 หรือวันนี้ เมื่อ 129 ปีก่อน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง เวลา 12.25 น. หรือตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 

โดยเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 96 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระองค์ที่ 14 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468

โดยตลอดรัชสมัยพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำคัญหลายด้าน เช่น ด้านการปกครอง โปรดให้ตั้งสภากรรมการองคมนตรี ทรงตรากฎหมายเพื่อควบคุมการค้าขายที่เป็นสาธารณูปโภคและการเงิน ระบบเทศบาล ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรมนั้น พระองค์โปรดให้สร้างหอพระสมุด ทรงปฏิรูปการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 

นอกจากนี้ มีการปรับปรุงการศึกษาจนยกระดับมาตรฐานถึงปริญญาตรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา โปรดให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทยสมบูรณ์ ชื่อว่า “พระไตรปิฎกสยามรัฐ” เป็นต้น ความไม่พอพระราชหฤทัยและการเพลี่ยงพล้ำในการคัดค้านคณะราษฎรในหลายโอกาสนำไปสู่การสละราชสมบัติ และพระองค์ยังทรงถูกฟ้องคดียึดทรัพย์

2 มีนาคม พ.ศ. 2477 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ

วันนี้ เมื่อ 89 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ

“…ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิ์ออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จและเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าในฐานที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์…”

ข้อความนี้คือบางส่วนของคำประกาศสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เวลา 13.45 น. ซึ่งเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับพระราชหัตถเลขาของพระองค์ไว้ในฐานะผู้แทนรัฐบาล

ก่อนหน้านั้นระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป รัชกาลที่ 7 ทรงมีโทรเลขมาถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ เป็นเหตุให้ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงทำหนังสือไปถึง พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีถ้อยคำบางส่วนว่า

8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 วันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์นักประชาธิปไตย ผู้สละราชบัลลังก์เพื่อประชาชน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง เวลา 12.25 น. หรือตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 

โดยเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 96 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระองค์ที่ 14 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468

โดยตลอดรัชสมัยพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำคัญหลายด้าน เช่น ด้านการปกครอง โปรดให้ตั้งสภากรรมการองคมนตรี ทรงตรากฎหมายเพื่อควบคุมการค้าขายที่เป็นสาธารณูปโภคและการเงิน ระบบเทศบาล ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรมนั้น พระองค์โปรดให้สร้างหอพระสมุด ทรงปฏิรูปการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 

นอกจากนี้ มีการปรับปรุงการศึกษาจนยกระดับมาตรฐานถึงปริญญาตรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา โปรดให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทยสมบูรณ์ ชื่อว่า “พระไตรปิฎกสยามรัฐ” เป็นต้น ความไม่พอพระราชหฤทัยและการเพลี่ยงพล้ำในการคัดค้านคณะราษฎรในหลายโอกาสนำไปสู่การสละราชสมบัติ และพระองค์ยังทรงถูกฟ้องคดียึดทรัพย์

สำหรับชีวิตส่วนพระองค์นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ (ต่อมาเฉลิมพระนามเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี) ไม่มีพระราชโอรสและพระราชธิดา แต่มีพระราชโอรสบุญธรรมคือพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต 

ทั้งนี้พระองค์ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 รวมดำรงสิริราชสมบัติ 9 ปี และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 สิริพระชนมพรรษา 47 พรรษา หลังสวรรคต พระองค์ได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 เนื่องในวโรกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 ปี พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ว่าเป็น "กษัตริย์นักประชาธิปไตย" ผู้เผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และยอมสละราชบัลลังก์ เพื่อให้คนกลุ่มใหม่ปกครองประเทศ เพราะไม่อยากสู้รบให้คนไทยต้องเสียเลือดเนื้อ

9 มกราคม พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 บ้านเมืองในฝั่งพระนครขยายตัวตามความเจริญ และการเพิ่มของประชากร ผิดกับฝั่งธนบุรีที่เป็นเรือกสวนไร่นา การเดินทางไปมาระหว่างกันต้องใช้เรือข้ามฟาก 

เมื่อจะฉลองพระนคร ในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานคร 150 ปี นอกจากจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระบรมราชานุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังทรงพระราชดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกอีกด้วย 

โดยได้รับสั่งให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบให้มีลักษณะคล้ายลูกศร สื่อถึงตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 7 โดยหัวศรพุ่งตรงไปยังฝั่งธนบุรี พร้อมทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พุทธศักราช 2472 พระราชทานนามว่า “สะพานพระพุทธยอดฟ้า” 

สำหรับ สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานโครงเหล็ก เชื่อมถนนตรีเพชรกับถนนประชาธิปก ตรงกลางเปิดให้เรือใหญ่ผ่านได้ นอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ยังเป็นสะพานสำคัญที่ใช้สัญจรในปัจจุบัน

24 พฤษภาคม 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จกลับถึงสยาม พร้อมอัญเชิญ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับคืนสู่แผ่นดินไทย หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2484 เหตุการณ์ครั้งนี้จึงนับเป็นทั้งหมุดหมายทางประวัติศาสตร์และช่วงเวลาแห่งความรู้สึกอันลึกซึ้งของคนไทย ที่ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของอดีตพระมหากษัตริย์กลับสู่มาตุภูมิอย่างสมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากเสด็จประทับอยู่ที่นั่นภายหลังการสละราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญในห้วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทย เพราะทรงเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์แรกของสยาม และรัชสมัยของพระองค์สัมพันธ์โดยตรงกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ

หลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณียังคงประทับอยู่ในอังกฤษระยะหนึ่ง ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลไทยจะเชิญเสด็จนิวัติพระนคร และพระองค์ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระราชสวามีกลับมาด้วย Google Arts & Culture ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า ระบุชัดว่า หลังรัชกาลที่ 7 สวรรคตในปี 1941 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อจนกระทั่งได้รับเชิญให้เสด็จกลับประเทศไทยในปี 1949 และทรงนำพระบรมอัฐิกลับมาด้วยเพื่อรับการถวายพระเกียรติอย่างสมควรในกรุงเทพฯ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 จึงเป็นวันที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จถึงกรุงเทพฯ พร้อมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 โดยข้อมูลจากเว็บไซต์กิจกรรมรำลึกสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีระบุภาพเหตุการณ์ไว้ชัดเจนว่า พระองค์เสด็จลงจากเรือหลังนำพระบรมอัฐิกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ดังกล่าว และภายหลังประทับที่วังสระปทุมเป็นการชั่วคราว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่เพียงการเดินทางกลับของพระบรมอัฐิเท่านั้น แต่ยังสะท้อน พระราชภักดีและความผูกพัน อันมั่นคงของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่มีต่อพระราชสวามี ตลอดช่วงเวลาหลังการสละราชสมบัติและหลังการสวรรคต พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการธำรงพระเกียรติประวัติของรัชกาลที่ 7 และการอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่มีความหมายอย่างยิ่งทั้งเชิงส่วนพระองค์และเชิงประวัติศาสตร์ชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง การอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับสยามยังมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองด้วย เพราะรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การที่พระบรมอัฐิของพระองค์ได้กลับคืนสู่แผ่นดินไทยในปี 2492 จึงเป็นเสมือนการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตอันซับซ้อนกับความทรงจำร่วมของประเทศ เป็นการย้ำว่าพระองค์ยังทรงมีที่ทางสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้บริบททางการเมืองหลังการสละราชสมบัติจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงก็ตาม

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ เหตุการณ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 คือ “การหวนคืนสู่มาตุภูมิ” ของพระบรมอัฐิอดีตพระมหากษัตริย์ ผู้เคยต้องใช้บั้นปลายพระชนมชีพอยู่ต่างแดน การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายพระบรมอัฐิจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่เป็นการน้อมอัญเชิญพระองค์กลับคืนสู่แผ่นดินที่พระองค์เคยทรงปกครอง และเป็นการคืนความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในความรู้สึกของคนไทย

ด้วยเหตุนี้ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนทั้งความจงรักภักดี ความผูกพันในราชสกุล และการน้อมถวายพระเกียรติแด่อดีตพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติยศเหนือกาลเวลา

ที่มา : https://artsandculture.google.com/story/who-was-queen-rambhai-barni-king-prajadhipok-museum/PQWBgOUD_19bzw?hl=en


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top